การสร้างความสมดุลระหว่างการเป็น “แม่” และ “ผู้หญิงทำงาน” เป็นโจทย์ที่ท้าทายเสมอ สำหรับ “คุณปุ่ย-สุภัชชา ชวาลเวชกุล” อดีตนักเรียนทุนพนักงานธนาคารแห่งประเทศไทยที่ตัดสินใจเปลี่ยนเส้นทางชีวิตอันมั่นคง มาสู่การเป็นผู้ก่อตั้งมาลาธารา Mala Tara แบรนด์ที่ตั้งใจนำเสน่ห์ของดอกไม้ไทยไปเบ่งบานในระดับสากล เธอพิสูจน์ให้เห็นว่า การใช้ “เวลาที่ลูกงีบหลับ” สามารถบ่มเพาะความฝันและสร้างธุรกิจที่ผลิบานไปพร้อมกับการเติบโตของลูกได้อย่างงดงาม

“นาทีทอง” ยามลูกหลับ จากความมั่นคงที่แบงก์ชาติ สู่จุดเริ่มต้นความฝัน
ก่อนจะก้าวเข้าสู่โลกของธุรกิจ คุณปุ่ยนิยามตัวเองว่าเป็น “เด็กเนิร์ด” ที่เดินตามเส้นทางความสมบูรณ์แบบมาตลอด เธอเป็นนักเรียนทุนที่เรียนจบปริญญาโทด้านวิศวกรรมศาสตร์จากสหรัฐอเมริกาจาก University of Illinois Urbana-Champaign และเข้าทำงานที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (แบงก์ชาติ) นานถึง 5 ปี โดยมีส่วนร่วมในการพัฒนาระบบพร้อมเพย์ (PromptPay) อันคุ้นเคย
แต่เมื่อก้าวสู่บทบาท “คุณแม่ลูกหนึ่ง” งานประจำที่ต้องทำเต็มเวลาตั้งแต่วันจันทร์ถึงศุกร์เริ่มไม่ตอบโจทย์ คุณปุ่ยต้องการความยืดหยุ่นเพื่อใช้เวลาอยู่กับลูกและเติบโตไปพร้อมกับเขา เธอจึงตัดสินใจเปลี่ยน “เวลาที่ลูกงีบ” (Naptime) ซึ่งเป็นช่วงเวลาสั้นๆ ที่มีค่าที่สุด ให้กลายเป็นนาทีทองในการเริ่มต้นทำธุรกิจ อีกหนึ่งแรงผลักดันสำคัญคือ “คุณแม่” ของเธอเอง (คุณปานทิพย์ ยิ้มศิริ ชวาลเวชกุล) ซึ่งเป็น Role Model ที่ทำให้เธออยากพิสูจน์ให้เห็นว่า ผู้หญิงสามารถรับบทบาทแม่และผู้ประกอบการควบคู่กันไปได้

“ชาดอกไม้” คือจุดเริ่มต้น แต่ปลายทางคือ “มรดกความงามของดอกไม้ไทย” ในตลาดโลก
หลายคนอาจมองว่า Mala Tara คือแบรนด์ชาดอกไม้ แต่แท้จริงแล้ววิสัยทัศน์ของคุณปุ่ยไปไกลกว่านั้น เธอหลงใหลในศักยภาพของ “ดอกไม้ไทย” ที่สามารถนำมาประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวันได้อย่างน่าทึ่ง การเลือกทำ “ชา” เป็นเพียงจุดเริ่มต้นที่เข้าถึงผู้คนได้ง่ายที่สุด ชาดอกไม้จึงทำหน้าที่เป็นเสมือน “พาหนะ” ที่นำพาดอกไม้ไทยไปสู่สากล
มากไปกว่าแค่มิติของความสวยงาม คุณปุ่ยยังเจาะลึกไปถึง คุณประโยชน์ของสมุนไพรไทย โดยเฉพาะดอกไม้ไทยที่ถักทออยู่ในวิถีชีวิตและวัฒนธรรมของเรามาอย่างยาวนาน ไม่ว่าจะเป็นภูมิปัญญาชาวบ้านในการนำดอกไม้มาทำอาหาร เช่น ไข่เจียวดอกขจร ดอกโสน ขนมจีนน้ำเงี้ยว หรือยำดอกดาหลา ซึ่งล้วนมีสรรพคุณทางยาซ่อนอยู่ ไปจนถึงเรื่องราวทางประวัติศาสตร์และพิธีกรรมความเชื่อ เช่น “ดอกบัวเผื่อนเหลือง” ที่สะท้อนอัตลักษณ์ความเป็นไทยและเชื่อมโยงกับความสงบและสมาธิ หรือ “ดอกเก๊กฮวย” ซึ่งเป็นสมุนไพรโบราณที่คุ้นเคย ความตั้งใจอันแรงกล้าของเธอคือการสร้างภาพจำใหม่ว่า หากผู้คนทั่วโลกนึกถึงการดูแลสุขภาพแบบ “Flower-based Wellness” พวกเขาจะต้องคิดถึง “ประเทศไทย” เป็นอันดับแรก
นอกจากนี้ คุณปุ่ยยังมองเห็นแนวโน้มของผู้บริโภคยุคใหม่ที่เปลี่ยนไปสู่ “การบริโภคอย่างตั้งใจ” (Intentional Consumption) ซึ่งให้ความสำคัญกับการนำสุนทรียภาพเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของการใช้ชีวิตประจำวัน จุดเด่นที่ทำให้ Mala Tara ไม่เหมือนใคร จึงเป็นคอนเซปต์ “Blooming while serving” หรือการเสิร์ฟชาด้วยดอกไม้แบบ “เต็มดอก” เพื่อมอบสุนทรียภาพ (Aesthetic) ให้กับผู้ดื่ม
เมื่อดอกไม้สัมผัสน้ำร้อน กลีบดอกจะค่อยๆ คลี่บานอย่างสวยงาม คุณปุ่ยไม่ได้มองว่านี่คือแค่การดื่มชา แต่เป็น “Mindful Ritual” หรือช่วงเวลาแห่งความสงบที่ดึงผู้คนในยุคที่เร่งรีบให้กลับมาอยู่กับปัจจุบัน การได้เฝ้ามองดอกไม้ไทยที่กำลังผลิบาน และการได้ดื่มด่ำกับประสาทสัมผัสอย่างไม่เร่งรีบนี้เอง คือมิติใหม่ของ Sensory Wellness ที่ช่วยฟื้นฟูทั้งร่างกายและจิตใจผ่านความงามและคุณประโยชน์ของดอกไม้ไทยอย่างแท้จริง

ปรัชญา Wellbeing in Bloom: สวยงามในแบบของตนเอง (Blooming Beauty) ดื่มด่ำอย่างยั่งยืน (Sip Sustainably) และดีต่อโลกตั้งแต่จุดเริ่มต้น (Organically Grown)
สำหรับ Mala Tara คำว่า Wellness ไม่ได้หมายถึงแค่สุขภาพกาย แต่คือสุขภาวะที่ดีแบบองค์รวม ทั้งร่างกาย จิตใจ และความสัมพันธ์กับผู้คนรอบตัว ซึ่งสิ่งนี้สะท้อนผ่านปรัชญาหลักของแบรนด์ที่เรียกว่า “Wellbeing in Bloom”
ด้วยคุณค่าที่แบรนด์เชื่อใน “Blooming Beauty” หรือความเชื่อที่ว่า “ดอกไม้ทุกดอกล้วนมีความสวยงามในแบบของมันเอง” ผสานกับแนวคิด Sip Sustainably ที่ตั้งใจเลือกสนับสนุนเกษตรกรรายเล็กทั่วประเทศ เพื่อรวบรวมภูมิปัญญาดอกไม้ไทยจากหลากหลายภูมิภาค นี่จึงเป็นเหตุผลที่ Mala Tara ตั้งใจคัดสรรดอกไม้ไทยที่หลากหลายชนิด ไม่ว่าจะเป็น กุหลาบมอญแดงประเสริฐจากเชียงรายและเชียงใหม่ ดอกบัวเผื่อนเหลืองจากนครปฐมและสระแก้ว หรือแม้แต่ดอกกาแฟจากตากและระนอง
นอกจากจะส่งมอบคุณค่าให้ผู้คนแล้ว ยังต้องดีต่อโลก (Planet) ด้วยความใส่ใจในกระบวนการปลูกแบบ Organically Grown (เกษตรอินทรีย์) ที่ดีตั้งแต่จุดเริ่มต้น คุณปุ่ยตั้งใจคัดเลือกและร่วมงานโดยตรงกับเกษตรกรรายย่อยในหลากหลายพื้นที่ทั่วประเทศ เพื่อสร้างผลกระทบทางเศรษฐกิจ (Economic Impact) ให้เกิดขึ้นมากที่สุด และสนับสนุนคุณค่าของการทำเกษตรอินทรีย์ เพราะเธอเชื่อว่าทุกพื้นที่มีเรื่องราว (Story) ของตัวเอง และอยากให้เกษตรกรผู้เพาะปลูกด้วยวิถีเกษตรอินทรีย์รู้สึกว่าสิ่งที่พวกเขาทำนั้นมีคุณค่า
นี่คือการทำธุรกิจที่มุ่งเน้น Commercial Social Impact หรือการเติบโตเชิงพาณิชย์ที่มุ่งสร้างผลกระทบเชิงบวกให้กับสังคม โดยตั้งใจยกระดับชุมชนให้เติบโตไปด้วยกัน ผลักดันตั้งแต่ต้นน้ำ เพื่อยกระดับมาตรฐานเกษตรกรไทยให้ก้าวไปสู่ระดับสากล และสามารถพาเสน่ห์ของดอกไม้ไทยไปส่งออกสู่เวทีโลกได้อย่างภาคภูมิใจ

มาราธอนของการผลิบาน และจุดกำเนิด Between Naptimes
ตลอดเกือบ 3 ปีของการปั้นแบรนด์ คุณปุ่ยต้องใช้ “วินัย” อย่างหนัก ด้วยความที่พื้นฐานเดิมเรียนจบด้านวิศวกรรมศาสตร์ และเติบโตมากับสายงานในภาครัฐ การกระโดดลงมาจับธุรกิจโดยที่ “ไม่มีประสบการณ์มาก่อน” จึงเป็นเรื่องที่ท้าทายสุดๆ แต่ในขณะเดียวกัน มันก็คือความสนุกที่เธอได้ลงมือสร้างคุณค่าใหม่ๆ ด้วยตัวเอง
ในการบริหารงาน คุณปุ่ยไม่ได้บินไปออกบูธแนะนำสินค้าที่ต่างประเทศด้วยตัวเองอย่างที่หลายคนเข้าใจ แต่เธอใช้ทักษะการทำงานแบบ Cross-Country Management นั่นคือการที่ตัวเธอตั้งฐานอยู่ที่ไทย แต่สามารถบริหารจัดการธุรกิจและทีมงานทั้งฝั่งสหรัฐอเมริกาและไทยไปได้พร้อมๆ กัน เธอเปรียบเทียบการทำธุรกิจว่าเหมือนกับ “การวิ่งระยะยาว” ที่ต้องไม่หยุดเดิน ล้มได้แต่ต้องไปต่อ
รางวัลที่ยิ่งใหญ่ที่สุดจากการวิ่งมาราธอนครั้งนี้ ไม่ใช่แค่เรื่องของยอดขาย แต่คือการที่เธอสามารถสร้างธุรกิจที่สร้างคุณค่า พร้อมกับ “การได้เลี้ยงลูก” ด้วยตารางเวลาที่เธอเป็นคนออกแบบเองได้อย่างที่ตั้งใจไว้ตั้งแต่แรก เมื่อมองย้อนกลับไป ธุรกิจที่เริ่มต้นในช่วงเวลาที่ลูกงีบหลับ วันนี้ได้ผ่านพ้นช่วงหว่านเมล็ดและหยั่งรากลงบนผืนดินเรียบร้อยแล้ว และกำลังเติบโตเป็นดอกเขียวตูมอ่อนที่พร้อมจะแตกกิ่งก้านอย่างมั่นคงต่อไป
และเส้นทางการผลิบานที่เต็มไปด้วยหยาดเหงื่อและความมุ่งมั่นนี้เอง คือ “แรงบันดาลใจสำคัญ” ที่ทำให้คุณปุ่ยตัดสินใจก่อตั้ง Between Naptimes ขึ้นมา เพราะเธอพิสูจน์มาแล้วด้วยตัวเองว่า เวลาที่ลูกงีบหลับ (Naptime) คือนาทีทองที่ซ่อนพลังอันยิ่งใหญ่ของคุณแม่เอาไว้ เธอจึงอยากให้ Between Naptimes เป็นพื้นที่ปลอดภัย เป็นกระบอกเสียง และเป็นคอมมูนิตี้ที่คอยโอบรับทุกความฝัน เพื่อส่งต่อแรงบันดาลใจให้เหล่า Mother Founder คนอื่นๆ ได้มีพลังในการทำให้ธุรกิจและตัวตนของตัวเอง “ผลิบาน” ไปพร้อมกับการเติบโตของลูกได้เช่นเดียวกัน

Special Note: ขอบคุณพื้นที่แห่งการส่งต่อคุณค่า
Between Naptimes ขอใช้พื้นที่นี้แสดงความขอบคุณสื่ออย่าง The People ที่มองเห็นเรื่องราวของคุณแม่ท่านนี้ และมองเห็นถึงคุณค่าอันลึกซึ้งที่คุณปุ่ยตั้งใจสร้างสรรค์ผ่านแบรนด์ Mala Tara ซึ่งจากจุดยืนของ The People ว่า “Everyone Has Their Own Inspiring Story” ตรงกับสิ่งที่ Mala Tara เชื่อและส่งเสริมเรื่อง “Blooming Beauty” เพราะไม่ว่าจะเเป็น ดอกไม้ทุกดอกต่างก็มีเรื่องราวและความสวยงามในแบบของตัวเอง หรือคุณแม่ทุกคนก็มีเอกลักษณ์ที่รอวันผลิบาน และสามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่ในแบบของตัวเองได้เช่นเดียวกัน ซึ่งคุณค่านี้ ก็เป็นอีกหนึ่งจุดเริ่มต้นและแรงผลักดันสำคัญ ที่ทำให้เราตั้งใจสร้างพื้นที่ของ Between Naptimes ขึ้นมาเช่นเดียวกัน
สำหรับใครที่อยากอ่านเรื่องราวฉบับเต็ม สามารถตามกลับไปอ่านบทความต้นฉบับของ The People ได้ที่: “Mala Tara: ชาดอกไม้ที่ปรุงในยามลูกหลับ และความตั้งใจที่จะพาเสน่ห์ดอกไม้ไทยไปเบ่งบานกลางใจคนอเมริกัน”
(เครดิตภาพประกอบบทความ: ขอขอบคุณรูปภาพจากทาง The People โดยคุณพิชญุตม์ คชารักษ์)
สนับสนุนดอกไม้ไทยไปกับ Mala Tara หากใครอยากสัมผัสสุนทรียภาพแห่งการดื่มชาดอกไม้ และกำลังมีแพลนจะไปเดินงาน Boutiques Asia: The Bangkok Edition 2026 (จัดขึ้นระหว่างวันที่ 24-26 กรกฎาคมนี้ ณ ศูนย์การค้า ICONSIAM ชั้น 7) อย่าลืมแวะไปให้กำลังใจและซัพพอร์ตแบรนด์ Mala Tara ที่ Space 46 กันได้นะคะ โดยสามารถติดตามความเคลื่อนไหวและสั่งซื้อชาดอกไม้ได้ทาง:
- Website: www.malatara.com
- Linktree: https://linktr.ee/malataratea
- Facebook / Instagram: @malataratea
และหากคุณแม่ท่านไหนมีเรื่องราวการทำธุรกิจ การปรับตัว หรือแรงบันดาลใจดีๆ ในฐานะ Mother Founder ที่อยากแบ่งปันเพื่อส่งต่อพลังบวกให้กับคนอื่น สามารถส่งเรื่องราวของคุณมาร่วมแชร์กับเราได้ที่: Submit Mama Story: https://betweennaptimes.com/contact/


