ช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา แม่ๆ คงได้ยินคำว่า “She-cession” ผ่านหูมาบ้าง คำนี้มาจาก “She” (ผู้หญิง) + “Recession” (ภาวะเศรษฐกิจถดถอย) ซึ่งใช้อธิบายปรากฏการณ์ในช่วงวิกฤต (เช่น โควิด-19) ที่ ผู้หญิงและคนเป็นแม่ได้รับผลกระทบหนักกว่าผู้ชายมหาศาล
วันนี้เราจะมาเจาะลึกปัญหานี้กันว่า ทำไมวิกฤตเรื่องคนเลี้ยงลูก (Childcare Crisis) ถึงเป็นตัวเร่งปฏิกิริยาที่บีบให้แม่ต้องกระโดดออกมาเป็นนายตัวเอง
"She-cession" คืออะไร? ทำไมหวยถึงมาออกที่แม่?
ข้อมูลจาก IMF และรายงาน Total Mom Inc. เผยตัวเลขที่น่าตกใจว่า ในช่วงโรคระบาดและการล็อกดาวน์ แม่ๆ ต้องรับภาระการดูแลลูกและงานบ้านเพิ่มขึ้นอย่างหนักหนาสาหัส (Unpaid care work) สถิติระบุว่า
- 32% vs 24% : ในกลุ่มพ่อแม่ที่มีลูกเล็กและมีคุณสมบัติงานเท่าเทียมกัน ผู้หญิงตกงานถึง 32% ในขณะที่ผู้ชายตกงานเพียง 24%
- 67% vs 28% : แม่ที่เป็นเจ้าของธุรกิจ 67% ต้องรับภาระดูแลลูกและงานบ้านเพิ่มขึ้น ในขณะที่ผู้ชายรับภาระเพิ่มขึ้นเพียง 28%
- 3 เท่า: ผู้หญิงอายุ 25-44 ปี มีแนวโน้มที่จะไม่ได้ทำงานเนื่องจากปัญหาการดูแลเด็ก (Childcare demands) มากกว่าผู้ชายถึง 3 เท่า ภาระที่เพิ่มขึ้นนี้ทำให้แม่จำนวนมากต้องหลุดออกจากระบบงานประจำ หรือต้องปิดกิจการชั่วคราวเพราะแบกรับไม่ไหว
วิกฤต Childcare: ฟางเส้นสุดท้ายของคนทำงาน
ปัญหาโลกแตกของแม่ทำงานคือ “ไม่มีคนช่วยเลี้ยงลูก” คือระเบิดเวลาที่ทำให้คุณแม่หลุดออกจากระบบการทำงานประจำค่ะ สถิติจาก U.S. Census Bureau ระบุว่า
- 1 ใน 5 ของวัยทำงานทั้งหมด ไม่สามารถทำงานได้เพราะปัญหาเรื่องการดูแลเด็ก
- 1 ใน 4 ของผู้หญิงที่ต้องออกจากงานในช่วงวิกฤต ระบุสาเหตุชัดเจนว่า "เพราะขาดแคลนคนดูแลลูก" (Lack of childcare) เนื่องจากโรงเรียนปิด หรือหาพี่เลี้ยงไม่ได้ ซึ่งสูงกว่าผู้ชายถึง 2 เท่า
- 8%: วิกฤต Childcare นี้รุนแรงจนอาจทำให้เศรษฐกิจสูญเสียมูลค่าไปถึง 8% เลยทีเดียว ยิ่งไปกว่านั้น ค่าใช้จ่ายในการดูแลเด็ก (Childcare Costs) ที่แพงหูฉี่ บางครั้งก็แพงกว่าเงินเดือนที่เราหาได้เสียอีก โดยเฉพาะแม่ที่มีลูกที่มีความต้องการพิเศษ (Additional Needs) ค่าใช้จ่ายและการดูแลอาจสูงกว่าปกติถึง 3 เท่า สถานการณ์นี้บีบให้แม่ต้องเลือกทางออกที่ดีที่สุด นั่นคือการทำธุรกิจที่บ้าน (Home-based business)
เปลี่ยนวิกฤตเป็นโอกาส: ธุรกิจที่เกิดจากความเข้าใจหัวอกแม่
แม้จะฟังดูเหนื่อยและหนัก แต่เชื่อไหมคะว่า ช่วงที่ยากลำบากนี้แหละที่ทำให้เกิด “นวัตกรรม” ใหม่ๆ จากฝีมือแม่ งานวิจัยพบว่าแม่ๆ ใช้ทักษะการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า (Pivot) ในช่วงวิกฤต มาสร้างบริการใหม่ๆ ที่ตอบโจทย์แม่ด้วยกันเอง เช่น การทำคอร์สเรียนออนไลน์ให้ลูก หรือสินค้าที่ช่วยให้ชีวิตแม่ง่ายขึ้น, เพราะไม่มีใครเข้าใจปัญหาของแม่ ได้ดีเท่ากับแม่ด้วยกันเองค่ะ
ถ้าแม่รู้สึกว่าระบบการทำงานเดิมๆ หรือสถานการณ์บ้านเมืองมันไม่เอื้อให้เราเป็นแม่ที่ดีได้ แม่ไม่ได้คิดไปเองค่ะ มันเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างระดับโลก แต่ข่าวดีคือ แม่ๆ ทั่วโลกกำลังลุกขึ้นมาปฏิวัติด้วยการสร้างธุรกิจในแบบของเราเองเพื่อความอยู่รอดและยั่งยืน เป็นกำลังใจให้แม่ทุกคนที่กำลังสู้ในสมรภูมินี้นะคะ!


